Guest Login     Register
    

 

FULL PLAYER

ยอดดอยหัวค้างคาว จุดเชคอิน ชมวิวทะเลหมอกแห่งใหม่

            ยอดดอยหัวค้างคาว จุดชมวิวที่จะทำให้เราเห็นแสงอาทิตย์ยามเช้า พร้อมชมทะเลหมอกสุดอลังการ และไร่กะหล่ำปลีทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ส่วนตอนเย็นเรายังได้ชมแสงอาทิตย์ยามเย็นในจุดเดียวกันนี้อีกด้วย ซึ่งดอยนี้ตั้งอยู่ในโครงการหลวงบ้านขุนแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกแห่งใหม่ ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักมาก

  

            เอ๊ะ!! ทำไมถึงเรียกว่า “ยอดดอยหัวค้างคาว”  เพราะที่บริเวณดังกล่าวนั้นเคยมีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากนั่นเอง หรือภาษาปะกาเกอญ่อจะเรียกว่า “บ่าอะโจ๊ะโข่”

            ใครกำลังมองหาที่เที่ยวช่วงนี้อยู่ แนะนำไปที่นี่เลย เพราะจุดชมวิวหัวค้างคาวนั้น ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ธรรมชาติจึงยังอุดมสมบูรณ์ บริสุทธิ์ และสวยงามน่าเที่ยว แถมนักท่องเที่ยวยังไม่เยอะ จะเดินไปถ่ายรูปมุมไหนก็ชิลล์ แถมเก็บภาพสวย ๆ ได้แบบเต็มที่กันเลยจ้า

  

            ชวงที่แนะนำให้ไปกัน คือช่วงฤดูฝน-ฤดูหนาว เพราะจะมีทะเลหมอกสีขาวโพลนโผล่มาทักทายเกือบทุกวัน ที่ลอยปกคลุมทั่วภูเขาและฟุ้งกระจายเหนือพื้นที่ปลูกกะหล่ำปลีนับร้อยไร่ของชาวบ้าน ปัจจุบันจุดชมวิวแห่งนี้ยังไม่มีที่พัก แต่กำลังสร้างลานกางเต้นท์ขึ้นเพื่อต้อนรับลมหนาว

 

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก  Mthai

 

กล้าให้ลอง…มหัศจรรย์ 55 เมืองรอง ลองไปแล้วจะรู้

            การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองรอง” ภายใต้แนวคิด “กล้าให้ลอง…มหัศจรรย์ 55 เมืองรอง ลองไปแล้วจะรู้” พร้อมนำเสนอแพคเก็จท่องเที่ยวเมืองรองในมุมมองใหม่ที่ท้าทายและสัมผัสความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่แต่ละภูมิภาค ทั้งด้านวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่นและเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน


            สำหรับกิจกรรมภายในงานนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบเสมือนจริงในรูปแบบ Immersive Storytelling กับเทคโนโลยี AR ที่จะนำท่านเหมือนเข้าไปอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวนั้นจริง กับแหล่งท่องเที่ยว 5 ภาค ได้แก่ ป่าฮาลาบาลา จังหวัดนราธิวาส, น้ำตกทีลอซู จังหวัดตาก, ไดโนเสาร์สยาม โมไทรันนัส อีสานเอนซิส จังหวัดกาฬสินธุ์, สวนกล้วยไม้ The Bloom จังหวัดราชบุรี และโลมาโชว์ จังหวัดจันทบุรี พบกับเส้นทางท่องเที่ยว 55 เมืองรอง ที่นำเสนอผ่านจอ Multitouch Screen ขนาดใหญ่ สามารถดาวน์โหลดข้อมูลทั้งหมด ด้วยการสแกน QR Code เพื่อใช้วางแผนเส้นทางท่องเที่ยวต่อไป พร้อมรับ E-Book มหัศจรรย์ 55 เมืองรอง พร้อมนำเสนอแพ็คเกจท่องเที่ยวในราคาสุดพิเศษ ตั๋วเครื่องบิน ที่พักและอื่นๆอีกมากมายมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท และยังสามารถนำไปหย่อนภาษีได้มูลค่าสูงสุด 15,000 บาท

            ลองมา แล้วจะรู้ว่าเมืองรอง ไม่เป็นรองใคร วันที่ 22 – 26 สิงหาคม 2561 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1672 TAT Contact Center

 

ข้อมูลจาก : https://www.ryt9.com/s/prg/2874201

“เกาะจาน” & “เกาะท้ายทรีย์” เพชรเม็ดงามแห่งทะเลอ่าวไทย

สวัสดีครับ ผม DJ เทมส์  มารายงานตัวแล้วนะครับผมมม


            HIP JOURNEY ครั้งนี้เทมส์ขอพาทุกคนไปยังสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย ที่ได้ซ่อนความเป็นธรรมชาติ ที่ยังคงความสวยงามไว้อย่าง “เกาะจาน” และ “เกาะท้ายทรีย์” จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ซึ่งถือว่าเป็นเพชรเม็ดงามแห่งทะเลอ่าวไทย และอันดามันแห่งอ่าวไทยกันเลยทีเดียว ทั้งปะการัง หาดทรายขาวละเอียด ภูเขาป่าไม้ที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ไว้อย่างสวยงาม และลงตัวอย่างสุด ๆ 

                         

            เริ่มกันที่ เกาะจาน เกาะขนาดเล็ก ที่ถูกหุบเขาห้อมล้อม เต็มไปด้วยป่าไม้พืชพรรณที่อุดมสมบูรณ์ หาดทรายขาวละเอียดทอดยาวไปเกือบ 100 เมตร แถมบริเวณท้ายเกาะมีแนวประการังกระจายอยู่รอบ  เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักดำนำ เพราะท้องใต้ทะเลสีฟ้าคราม ใสราวกับกระจกแห่งนี้นั้น มีทั้ง ปะการังเขากวาง ปะการังเห็ด ปะการังสมอง ทุ่งดอกไม้ทะเล หอยมือเสือ รวมถึงฝูงปลาชนิดต่างๆ ที่แหวกว่ายต้อนรับอย่างน่ารักเป็นกันเอง ซึ่งความจริงแค่มองจากบนเรือ ก็สามารถมองเห็นทะลุถึงผืนน้ำเบื้องล่างได้ ราวกับว่าส่องกระจกกันอยู่เลยทีเดียว

            ถัดจากเกาะจานไปประมาณ 300 เมตร จะเป็นที่ตั้งของเกาะท้ายทรีย์ มีเนื้อที่ราวๆ 20 ไร่ ที่ธรรมชาติบนฝั่งและทรัพยากรใต้ท้องทะเลนั้นมีความสวยงามไม่แพ้บนเกาะจานแน่นอน และทั้งสองเกาะยังมีถ้ำที่เป็นที่อยู่อาศัยของนกนางแอ่นอยู่ด้วย แต่ว่าทางอุทยานไม่อนุญาตให้เข้าไปเที่ยว เพราะจะได้ให้เป็นที่ทำสัมปทานรังนกนางแอ่นนั่นเองครับ

                       

    

            โดยเกาะจาน และเกาะท้ายทรีย์ นั้นอยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติ หาดนวกร อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

            การเดินทาง :  ถ้ามาจากกรุงเทพฯ และขับรถมาเองจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง เมื่อมาถึงที่อุทยานหาดนวกรแล้ว จะต้องนั่งสปีดโบ๊ทไปยังชายฝั่งอุทยานฯ ประมาณ 15-20 นาที ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อขอจองเรือกับทางอุทยานได้โดยตรง โดยใน 1 วันจะมี 2 รอบ คือรอบเช้ากับรอบบ่าย และเราจะมีเวลาลงไปดำน้ำดูปะการังทั้งหมด 3 ชั่วโมงนะครับ   

            หากว่าใครมีเวลาว่าง หรือวันหยุดยาวครั้งหน้า ต้องการไปพักผ่อนแบบสบาย ๆ อารมณ์ เทมส์ อยากให้ลองไปสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติที่สวยงามแบบนี้ดูสักครั้งครับ

            ส่วนครั้งหน้า ดีเจเทมส์ จะพาไป HIP JOURNEY ที่ไหน อย่าลืมติดตามกันด้วยนะครับ และหากคิดถึงและอยากฟังเพลงเพราะ ๆ กับดีเจเทมส์ ส่งมาบอกกันได้ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 05.00-07.00 น ที่ FM ONE 103.5  ความสุขรวมไว้ในที่เดียว

 

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก  : https://travel.mthai.com , www.pantip.com